Remote Support มีไว้ทำไม และทำไมถึงควรใช้ ?

Remote Support มีไว้ทำไม และทำไมถึงควรใช้ ?

Remote Support มีไว้ทำไม และทำไมถึงควรใช้ ?

“Email ส่งให้ลูกค้าไม่ได้ ค้างอยู่ที่ Outbok, Print เอกสารจาก pdf ทำไมไม่เต็มหน้ากำลังจะเข้าประชุมกับบอส, มีโฆษณามากวนเวลาค้นหาข้อมูลมากเลย”

  ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ได้ง่ายๆด้วย Remote Support โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปที่บริษัทฯเลย  หลายๆท่าน อาจจะยังมีความรู้สึกว่าการแก้ปัญหา IT นั้น ต้องรอให้ IT Support เข้ามานั่งแก้ปัญหาที่หน้าเครื่อง (on-site support) ได้เท่านั้น  หรือคิดว่าเมื่อเข้ามาที่บริษัทฯ น่าจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง รู้สึกวางใจ อุ่นใจ นั่นเป็นภาพของการให้บริการในยุคก่อน ในยุคที่เราต้องพกเงินหลักแสน ไปซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (pc)   ตัดภาพกลับมาวันนี้ คอมพิวเตอร์ราคาถูกลงมาก..มาย และความเร็วเฉลี่ยของอินเตอร์เน็ตนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี  รวมทั้งโครงการขยายจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเช่น Space Internet(อินเตอร์จากอวกาศ ด้วยดาวเทียมวงโคจรต่ำ) ต่าง ๆ ทั้งจาก Elon Musk และ Facebook  นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังใกล้เข้ามา เรากำลังอยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อม  การปรับเปลี่ยนมุมมองในการเลือกใช้วิธีการให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยี่ 

ถ้าจุดประสงค์ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในธุรกิจคือ การแข่งขัน  ฉะนั้นเวลา และการปรับการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงจึงควรถูกจัดให้เป็นความสำคัญลำดับแรก   ผู้ใช้บริการบางส่วนที่ไม่มั่นใจ หรือยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ปัญหาด้วย Remote Support โดยจะขอยกตัวอย่าง ดังนี้ เมื่อหลายปีก่อน ระบบ e-commerce (ระบบซื้อขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต) เริ่มเปิดใช้งาน ในช่วงแรกไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย ซื้อสินค้าแล้วกลัวจะไม่ได้รับสินค้า  วิธีการซื้อขายสินค้าที่ต่างจากเดิม ฯลฯ  จึงไม่ได้รับความนิยม แต่ถ้าตัดภาพมาในปัจจุบันนี้ กลายเป็นว่า การซื้อขาย e-commerce เป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญไปเรียบร้อยแล้ว ความกังวลต่าง ๆ ได้ถูกทำลายไป ด้วยความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้อง  ระบบ Remote support ก็เช่นกัน  ในเวลานี้ระบบมีการพัฒนามากยิ่งขึ้นทั้งด้านความเร็ว และความปลอดภัย เช่น รหัสผ่านที่มีอายุการใช้งาน การเข้าระบบมีการแจ้งทุกครั้ง ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบการแก้ไขปัญหาได้จากหน้าจอพร้อม ๆ กับเจ้าหน้าที่ remote support

“Remote Support ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สามารถใช้ Remote เข้ามาแก้ปัญหาได้ “

remote support มีไว้ทำไม? และทำไมถึงควรใช้?   เหตุผลคือ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สามารถ Remote เข้ามาแก้ปัญหาได้  และเนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่นั้นเกิดจาก การใช้งาน Software เช่น การติดตั้ง Driver, แก้ไข Email ฯลฯ  และนอกจากนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ ได้พัฒนาพัฒนาเป็น IOT(Internet Of Things)  เช่น CCTV,ระบบ Smart Home Smart Office  ก็ล้วนแต่ใช้ Remote ได้ทั้งสิ้น   ทำไม เราต้องเสียเวลารอ on-site Support  ที่ต้องใช้เวลาในการเดินทาง ในขณะที่ ถ้าเลือกใช้บริการ  Remote Support จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในทันที

ตัวอย่างโปรแกรม Remote Support เช่น  Chrome Remote Desktop, Teamviewer , LogmeIn, anydesk, RealVNC

QR Code คืออะไร ?

QR Code คืออะไร ?

QR Code ย่อมาจาก Quick Response   ใช้สัญลักษณ์แทนข้อมูลต่าง ๆ มีการตอบสนองที่รวดเร็ว และแม่นยำ  หรืออาจจะเรียก qr code ว่า เป็นบาร์โค้ดแบบ 2 มิติ ก็ได้ คือมีทั้งแนวตั้งและแนวนอน ส่วนบาร์โค้ดนั้นจะมีเฉพาะแนวตั้งเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ทำให้การบันทึกข้อมูลของ qr code ทำได้มากกว่าหลายเท่าตัว  และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ กับระบบชำระเงิน , ฉลากให้ข้อมูลสินค้า, สื่อโฆษณาต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้น และได้ความสะดวกรวดเร็ว แม่นยำ  โดยขั้นตอนการทำงานคือ กรณีเป็น qr code เก็บ url ของ website  เมื่อนำกล้องของโทรศัพท์มือถือไปถ่าย(หรือ scan) QR Code ระบบจะอ่าน และแปลงค่าเป็น url  ของ website นำเข้าสู่เว็บไซต์ ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ ยิ่งถ้า url ยาวๆ แล้วอาจจะพิมพ์ผิดได้ การใช้ qr code จึงทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และแม่นยำ

การใช้งาน qr code ต้องมีสิ่งใดบ้าง

ใช้ 2 สิ่ง คือ กล้องถ่ายรูป และโปรแกรม qr code reader  เครื่องโทรศัพท์ในประเทศไทยมีหลายยี่ห้อ และหลายมาตรฐาน ถ้าเป็นเครื่องรุ่นปัจจุบันจะติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว  แต่ในเครื่องรุ่นก่อนหน้า อาจไม่รองรับ จะต้องดาวน์โหลด  QR Code Reader เพิ่มเติม  

การใช้ qr code ในธุรกิจ

เนื่องจากข้อดีของ qr code ทำไว้ให้สะดวกเพราะไม่ต้องพิมพ์ จึงเหมาะกับโทรศัพท์มือถืออย่างมาก และด้วยการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตด้วยมือถือแบบก้าวกระโดด เราสามารถประยุกต์ใช้ qr code ได้ในหลายรูปแบบ

Qr Code กับ การชำระเงิน (e-payment) การบริจาคเงิน (e-donation)

สะดวกมากในการใช้ qr code ชำระเงินผ่านระบบ internet banking แค่ใช้โปรแกรม Internet banking บนโทรศัพท์มือถือถ่าย qr-code ของผู้รับเงิน และใส่จำนวนเงิน ง่ายๆ แค่นี้ก็เรียบร้อย สะดวก และปลอดภัย อยู่ที่ไหนก็ทำได้


qr code สำหรับ vcard

ไม่จำเป็นต้องแลกนามบัตรกันอีกต่อไป ประหยัดกระดาษ ต่างคนก็แลกถ่ายรูป qr code ระหว่างกัน แค่นี้ก็แลกเปลี่ยนข้อมูลที่ใช้ติดต่อกันเรียบร้อยแล้ว ได้ข้อมูลที่มากกว่า และ Update กว่า นามบัตรด้วย


Qr code สำหรับบริการ Wifi

สำหรับผู้ให้บริการ อินเตอร์เน็ต เช่นร้านกาแฟ  สามารถสร้าง qr code ตั้งไว้ให้ลูกค้า เพียงแค่ scan qr code wifi  นี้ ก็สามารถเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ทันทีโดยไม่ต้องพิมพ์ password  สะดวก และรวดเร็ว


Qr code สำหรับฉลากติดกับสินค้า

ใช้ติดกับสินค้าบนป้ายสินค้า สะดวกในการส่งต่อ ง่ายต่อการเก็บบันทึก และให้ข้อมูลสินค้าได้มากขึ้น


Qr code สำหรับ pdf (e-document)

ใช้ qr code เชื่อมกับ google drive โดยมีเอกสาร เช่น pdf ,word บันทึกอยู่ เมื่อมีการประชุม สัมมนา สามารถให้ผู้ร่วมเข้าประชุม scan qr code เปิดเอกสารชุดเดียวกัน ได้สะดวก รวดเร็ว เก็บรักษาง่าย และประหยัดกระดาษ


สร้าง QR Code ง่ายๆ ใครๆก็ทำได้

ทดลองสร้าง qr code สำหรับประยุกต์ใช้ในธุรกิจ กิจกรรมกันครับ ตาม Link ด้านล่างนี้

https://th.qr-code-generator.com/

Digital Nomad เป็นชนเผ่าใหม่ของโลกเหรอไง?

Digital Nomad เป็นชนเผ่าใหม่ของโลกเหรอไง?

Digital Nomad แบบอ่านสั้นๆ

ผลของการพัฒนาเครือข่ายของอินเทอร์เน็ต และดิจิทัล เปรียบได้กับคลื่น 3 ลูก ที่ถาโถมเข้ามาหา ลูกแรกคือ infrastructure ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดบริษัทอย่าง Microsoft, Apple, IBM, Cisco คลื่นลูกที่ 2 คือการใช้ประโยชน์จาก infrastructure เหล่านั้น ทำให้เกิดบริษัทอย่าง Google, Facebook, Amazon, Alibaba  ต่อไปจะเป็นคลื่นลูกที่ 3 เมื่ออินเตอร์เน็ตเข้าไปอยู่ในทุกสิ่งอย่าง (IOT : Internet Of Things)   นอกจากเปลี่ยนแปลงในวิธีการในการแข่งขัน และดำเนินธุรกิจแล้ว ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีการทำงานของมนุษย์เรา เปิดโอกาสให้คนสามารถทำงานได้จากทุกมุมโลก ขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพมุมมอง และทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบการทำงานประจำ ไม่ยึดติดกับสถานที่ และ office ในรูปแบบเดิมๆ  สามารถนั่งทำงานตาม ร้านกาแฟ ริมทะเล co-working space หรือที่ใดๆก็ได้ กลุ่มคนพวกนี้คือ “Digital Nomad”

Digital Nomad คือใคร ?

Digital Nomad ตามคำจำกัดความของ Wikipedia คือ กลุ่มคนที่สามารถใช้เทคโนโลยี่การสื่อสารต่างๆทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น ระบบ Cloud Computing ,เครื่องข่าย 5G, Wifi ,อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง  ข้ามประเทศไปทำงาน เช่น นักเขียน นักพัฒนาเว็บ หรือ แอพ นักการตลาด ผู้ดูแลสื่อสังคมออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่สามารถทำงานจากสถานที่ใดๆในโลกก็ได้ (ต้องมีอินเตอร์เน็ตด้วยนะ)  อาจจะนั่งทำงานในร้านกาแฟ , ห้องสมุด , co-working spaces ,ระหว่างเดินทาง  หรือ ชายทะเล ขอเพียงแค่ให้มีอินเตอร์เน็ต และ laptop เท่านั้น และมักจะดำเนินชีวิตในลักษณะเดินทางท่องเที่ยวไปด้วย  ซึ่ง Nomad มาจากคำว่า “nomadic” แปลว่าเพนจร  คนที่เป็น digital nomad มีได้หลากหลายอาขีพ อาจจะเป็น คนที่รีไทร์แล้ว หรือใกล้รีไทร์ เจ้าของธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ยังหนุ่มสาว 

Digital Nomad เกิดขึ้นมาเมื่อใด และอย่างไร

Digital Nomad ตามคำจำกัดความของ Wikipedia คือ กลุ่มคนที่สามารถใช้เทคโนโลยี่การสื่อสารต่างๆทำมาหาเลี้ยงชีพ เช่น ระบบ Cloud Computing ,เครื่องข่าย 5G, Wifi ,อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง  ข้ามประเทศไปทำงาน เช่น นักเขียน นักพัฒนาเว็บ หรือ แอพ นักการตลาด ผู้ดูแลสื่อสังคมออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาชีพที่สามารถทำงานจากสถานที่ใดๆในโลกก็ได้ (ต้องมีอินเตอร์เน็ตด้วยนะ)  อาจจะนั่งทำงานในร้านกาแฟ , ห้องสมุด , co-working spaces ,ระหว่างเดินทาง  หรือ ชายทะเล ขอเพียงแค่ให้มีอินเตอร์เน็ต และ laptop เท่านั้น และมักจะดำเนินชีวิตในลักษณะเดินทางท่องเที่ยวไปด้วย  ซึ่ง Nomad มาจากคำว่า “nomadic” ซึ่งแปลว่าเพนจร  คนที่เป็น digital nomad มีได้หลากหลายอาขีพ อาจจะเป็น คนที่รีไทร์แล้ว หรือใกล้รีไทร์ เจ้าของธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่ยังหนุ่มสาว 

เครื่องมือทำมาหากินของ Digital Nomad

แน่นอนว่า สิ่งที่เป็นเครื่องมือของพวกเขาทั้งหมดต้องเป็น Digital  อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง, Wifi , เครือข่ายไร้สาย 5G , ระบบ Cloud Computing , Remote App ต่างๆ

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามี Digital Nomad มากขึ้นในอนาคต

โดยส่วนใหญ่ตอนนี้ พวก digital nomad ส่วนใหญ่มักจะเป็น พวกสาย IT ,Design ยังไม่ขยายตัวสู่สายวิชาชีพอื่นๆ มากนัก ถ้ามองในแง่สังคมศาสตร์แล้ว ไม่แน่ว่าต่อไปถ้ามีชนเผ่าพวกนี้เยอะขึ้นอาจจะเป็นตัวแทนของ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การเคลื่อนย้ายความรู้  เนื่องจากพวกนี้เป็นนักเดินทาง มีการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยน

การถ่ายทอดความรู้

John Maeda อดีตอาจารย์จาก MIT และอดีตคณบดีของคณะออกแบบ มหาวิทยาลัย Rhode Island ให้ความเห็นว่า การทำงานทางไกลแบบ Digital Nomad ช่วยปรับเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้มีการทำงานเชิงถ่ายทอดองค์ความรู้ แทนการพึ่งพากำลังแรงงานที่หาได้เฉพาะในพื้นที่เท่านั้น

ธุรกิจเกี่ยวกับที่พัก อาหาร บริการ น่าจะดี

การเตรียมธุรกิจบริการ “เข้าถึง” กลุ่มนี้ จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ ด้วยจุดเด่นเรื่องระยะเวลาเข้าพักเฉลี่ยที่สูงกว่ากลุ่มท่องเที่ยวทั่วไปได้มากกว่าเท่าตัว หรืออาจจะยืนระยะยาวได้เป็นปีก็ได้ ไม่ต้องเผชิญความผันผวนเปราะบางเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป   ตอนนี้ก็มีหลายเมืองที่กำลังรองรับพนักงานเหล่านี้ ได้แก่ เมือง Ubud บนเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย และจังหวัดเชียงใหม่ของประเทศไทย

ผลกระทบของแรงงานท้องถิ่น

Digital Nomad มีศักยภาพท่ามกลางการแข่งขันในตลาดท้องถิ่น และในระดับโลกที่เข้มข้นขึ้น เพราะสามารถผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ผู้คนทั้งในและต่างประเทศได้นักการตลาดและนักกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ อย่าง Phil เชื่อมั่นว่า การได้เปิดหูเปิดตาในหลากหลายพื้นที่ ทำให้เขาได้รู้จักการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลก และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาได้นั่นเอง ดังนั้นแรงงานในตลาดท้องถิ่นต้องเตรียมตัวเพื่อการแข่งขันไว้เสมอ

Digital Nomad นั้นอนาคตสวยหรูมั๊ยล่ะ

ถ้าพูดถึงชีวิตของ Digital nomad ที่ไม่ได้เป็น entrepreneur , Startup, Developer ระดับเทพ  มันก็ไม่ได้สวยหรูเหมือนในจินตนาการเสมอไปนะครับ ปัจจัยที่สำคัญคือ รายได้ที่จะหาได้จากการทำงานในลักษณะนี้จะต้องมากเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ต้องมีเงินออม และอาจจะต้องมีพ่อแม่เป็นแบ็คอั๊พให้ก่อนด้วย ดังนั้นถ้าอยากจะเป็น Digital Nomad กับเขา ก็ต้องอย่าลืมเรื่องนี้ด้วยนะครับ

Digital Nomad ชอบพเนจรไปที่ใด

ประเทศไทยรวมทั้งประเทศอื่นๆ ในเขตภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสวรรค์ของเหล่า Digital nomad จากทั่วโลก ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าครองชีพไม่สูง แหล่งวัฒนธรรม ท่องเที่ยว การสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ ความเป็นมิตรของผู้คน ความปลอดภัย และอาจจะรวมถึงการมี Connection สำหรับต่อยอดงานใหม่ในอนาคตด้วย  แต่เนื่องจากประเทศไทยนั้นประกอบด้วยบรรยากาศที่หลากหลายทั้งหาดทราย ภูเขา วัฒนธรรม รวมถึงความเป็นเมืองใหญ่ จังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำของไทย เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของเหล่า Digital nomad ทั้งหลาย นอกจากนี้แนวโน้มความเร็วอินเทอร์เน็ตของไทยก็พัฒนาขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รวดเร็วมากเหมือนกับบางประเทศอย่าง เช่น เกาหลีใต้ หรือ ฮ่องกง แต่ก็มีความเร็วในระดับที่ใช้ได้ โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนที่สำคัญ

อ้างอิง :
https://www.voanews.com/silicon-valley-technology/digital-nomads-work-remotely-anywhere
https://th.wikipedia.org/wiki/ผู้เร่ร่อนดิจิทัล
https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/digital-nomad-trend.html
https://www.prachachat.net/spinoff/culture/news-14297

เตรียมความพร้อมสำหรับ Cloud computing (คลาวด์ คอมพิวติ้ง)

เตรียมความพร้อมสำหรับ Cloud computing (คลาวด์ คอมพิวติ้ง)

Cloud Computing ในภาษาธุรกิจ และเทรนด์ของโลก

“ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปได้อย่างไร ในเมื่อคุณยังใช้วิธีการแบบเดิม”    ประโยคนี้ยังเป็นจริงอยู่เสมอเมื่อพูดถึงผลการทดลองใดๆ  เมื่อโลกเปลี่ยนไปวิธีการทำงานก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย นั่นคือ เหตุผลว่าทำไมเราต้องเตรียมความพร้อมเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงและความซับซ้อนได้เข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตของเราทุกคน แม้กระทั่งการสั่งไก่ทอดคุณก็ต้อง ดูเมนูเป็น เรียนรู้วิธีการสั่ง รู้เงื่อนไขโปรโมชั่น ประสาอะไรกับเทคโนโลยี่

ความสนใจของโลกตอนนี้ นอกจาก รถยนต์ไฟฟ้า AI  Big data แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน นั่นคือระบบ Cloud Computing    จะเห็นได้ว่าคนที่โกยรายได้จากธุรกิจนี้อันดับหนึ่ง คือ Jeff Bezos เจ้าของบริษัท Amazon ที่กำลังขยายธุรกิจ Cloud Computing ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 10 กว่า ปีเท่านั้น สัดส่วนของกำไรจากธุรกิจ Cloud ทำรายได้มากกว่าธุรกิจเดิมซึ่งเป็น E-commerce ไปแล้ว   อันดับสองอย่าง Microsoft เอง จากเดิมที่สนใจอยู่ใน Software ตระกูล Microsoft ต่างๆที่เราใช้กันเป็นประจำ  กำลังหันมาเน้นในธุรกิจ Cloud ด้วยเช่นกัน

“Cloud Computing สามารถช่วยคุณทำงานได้มากขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยลง”

Cloud Computing คืออะไร

Cloud Computing  คือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนรูปแบบการทำงานบนระบบคอมพิวเตอร์จากการมีเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว ไปเป็นการเก็บข้อมูล และประมวลผลผ่านระบบของผู้ให้บริการ (Cloud Provider) ผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถซื้อหรือเช่าบริการเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ บำรุงรักษา และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีอย่าง Computer , Smartphone หรือ Tablet

“ผู้เชี่ยวชาญทำนายว่า จาก Personal Computer จะกลายเป็น Personal Cloud”

Cloud Computing มีกี่แบบ อะไรบ้าง

รูปแบบของการให้บริการนั้นเป็นในลักษณะของการบริการ ซึ่งต่างจากเดิมที่เป็นในรูปแบบซื้อขาด เทคโนโลยี Cloud Computing แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ (อ้างอิง : Microsoft)

1.Software as a Service: SaaS เป็นรูปแบบ การให้บริการด้าน Software และ Application ผ่านทางอินเตอร์เน็ต เปิดให้บริการทั้งฟรี และมีค่าใช้จ่าย  คล้ายกับการเช่าใช้ คิดค่าบริการตามลักษณะการใช้งาน (Pay as you go) เช่น ตามจำนวนผู้ใช้งาน ระยะเวลาการใช้งาน  เช่น Gmail, Google Apps, Dropbox, Facebook

2.Platform as a Service: PaaS เป็นการให้บริการ Platform สำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์บน Cloud สำหรับการพัฒนา Software และ Application โดยผู้ให้บริการจะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนา Software และ Application เช่น Web Application, Database Server ฯลฯ  เช่น Microsoft Azure เป็นต้น

3.Infrastructure as a Service: IaaS เป็นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดเก็บข้อมูล หรือ Hardware บน Cloud  เพื่อสร้างศักยภาพ และความเร็วในการประมวลผลข้อมูล IaaS จึงเป็นอีกทางเลือกที่หน่วยงานและองค์กรสามารถเลือกใช้บริการจาก Cloud Service Provider โดยที่องค์กรไม่ต้องลงทุน Physical Hardware เอง ผู้ให้บริการจะเป็นเจ้าของอุปกรณ์และรับผิดชอบการทำงาน การบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายเป็นในรูปแบบการใช้บริการ คือ จ่ายตามการใช้งานจริง  ตัวอย่างรูปแบบนี้เช่น Amazon

 ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบหลักๆของ Cloud Computing  สำหรับผู้ใช้งาน (End User)ทั่วไปอย่างเราๆนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้บริการ PaaS และ IaaS  เพราะเป็นเทคโนโลยีส่วนนักพัฒนา แต่ที่ควรให้ความสนใจก็คือ SaaS ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใกล้ตัว และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจได้ทันที

อ้างอิง :

https://azure.microsoft.com/en-in/overview/types-of-cloud-computing/ https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2019-04-02-gartner-forecasts-worldwide-public-cloud-revenue-to-g

Support for success

คงไม่มีใครติดต่อ IT Support เพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อความรู้สึกว่าให้คุ้มกับราคาที่ต้องจ่ายไป   แต่เมื่อมีบางสิ่งผิดปกติ ในคอมพิวเตอร์ หรือในระบบ Network ของเรา  การติดต่อขอความช่วยเหลือจาก IT Support คือสิ่งแรก  แต่ผู้ใช้งานนั้นก็กลับเจอสิ่งที่แย่ลงไปอีก เมื่อเจอทีม ที่ไม่ได้สนใจในปัญหา เช่น ไม่ตอบ email , ปัญหาการเดินทางที่ล่าช้า , โต้เถียงกับ IT Support  เวลาของธุรกิจที่เสียไป เป็นประสบการณ์ด้านลบที่หลายๆคนต้องพบเจอ 

คำว่า “สนับสนุนลูกค้า” นั้นหมายถึงเมื่อเกิดปัญหาแล้วผู้ใช้งานติดต่อผู้ให้บริการเพื่อขอความช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขปัญหา หรือในบางกรณีปรึกษา ขอคำแนะนำ (กรณีมีปัญหาเนื่องจากติดต่อผู้ผลิตหรือร้านค้าไม่ได้)  หรือ  อื่นๆ       แต่สำหรับการทำงานด้วยประสบการณ์เช่นเรา  การสนับสนุนแบบนั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือการสนับสนุนเชิงรุกที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จมากกว่า และการป้องกันปัญหาก่อนที่ปัญหาจะเกิด

ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทีมเรา พัฒนาการสนับสนุนลูกค้า  ด้วยการใช้ Remote software และ ระบบ IT & ASSET MANAGEMENT SYSTEM  เป็นผู้ช่วยในการจัดการ ผู้ใช้สามารถย้อนกลับมาดูประวัติการแก้ไขปัญหา ,ระบบความรู้ต่างๆ(Knowledge Base) ,ระบบบันทึกอุปกรณ์ ฯลฯ  ด้วยทีมงานที่มีความสามารถ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อเลือกใช้บริการจากเรา Interoutsource.net   เพราะเราสามารถเปลี่ยนจาก “การสนับสนุนลูกค้า” ให้เป็น “ความสำเร็จของลูกค้า” ได้  

กิจกรรมเพื่อสังคม

Interoutsource.net ได้ร่วมกับ มูลนิธิการศึกษาเพื่อเสรีภาพ  เราให้การสนับสนุน โครงการ Computer For Kids เพื่อรับบริจาคคอมพิวเตอร์มือสอง

ชื่อโครงการ Computer For Kids

ที่มาของโครงการ

จากการที่มีการคุยกันในเรื่องการศึกษาอยู่เสมอ ทำให้เราได้แนวความคิด  เรื่องการศึกษานั้นทำให้สังคมพัฒนาขึ้น  ความเปลี่ยนแปลงในยุค 4.0 เราต้องปรับวิธีการสอน ให้สามารถแข่งขันบนเวทีโลกยุค 4.0 ได้  ซึ่งการคิดและการวิเคราะห์ ภาษาสากล เป็นทักษะที่จำเป็นต้องใช้  จึงได้ริเริ่มจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ  ( เราเปิดการเรียนการสอนที่แรก  ณ. อบต. บางคูรัด ในรูปแบบของ Boot camp คือสอนหลักสูตรระยะสั้นแต่สามารถใช้งานได้จริง )    ขอยกตัวอย่าง ในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศสิงค์โปร์ ด้วยการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของการศึกษา ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาเรียนรู้สิ่งต่างๆ  ใช้คณิตศาสตร์เพื่อพัฒนาความสามารถทางสติปัญญา ด้านการคิด การใช้เหตุผล และหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ที่เน้นการแก้ปัญหา และการคิดวิเคราะห์

เพราะความเปลี่ยนแปลงของโลกยุค 4.0 เป็นโลกแห่งนวัตกรรม  เด็กๆนั้นต้องมีทักษะการค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง  แหล่งความรู้ที่มีมากมายในโลกอินเตอร์เน็ต นำมาซึ่งความรู้ สำหรับ สร้าง Content , ออกแบบสื่อ Multimedia  หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ  และยังใช้เพื่อเผยแพร่เรื่องราวในชุมชน ทั้งหมดนี้ต้องใช้ คอมพิวเตอร์ เครือข่าย และซอฟท์แวร์

แต่การพัฒนาจะเป็นไปไม่ได้ถ้าหากขาดอุปกรณ์การศึกษาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้ เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อพัฒนาศักยภาพเด็กเล็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ    จากข้อมูลโรงเรียนประถมในสังกัด สพฐ. มีประมาณ  29,000  โรงเรียน  (อ้างอิง :https://data.bopp-obec.info/emis/area_school.php )  ยังมีหลายโรงเรียนที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์การศึกษา   เราจึงจำเป็นต้องแก้ปัญหาตรงจุดนี้ก่อน เพื่อให้โรงเรียนเหล่านั้นสามารถเข้าถึงความรู้ได้เท่าเทียมกัน เพราะรากฐานของความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยนั้น คือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยเหตุนี้โครงการ Computer For Kid จึงได้เริ่มขึ้นมา เรารับบริจาคคอมพิวเตอร์เก่าสำหรับงานออฟฟิศทั่วไป คอมพิวเตอร์ไม่ได้ใช้งาน หรือเกินจำนวน ที่ยังสามารถใช้งานได้  เพื่อส่งต่อให้เป็นอุปกรณ์ในการค้นหาความรู้แก่นักเรียนที่ขาดแคลน นอกจากนี้มูลนิธิฯเรายังเปิดรับบริจาคเงิน สำหรับซื้ออุปกรณ์และเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆในโครงการนี้ด้วย

โรงเรียนบ้านป่าซ่าน จ.พิษณุโลก

การ Upgrade Malwarebytes

การ Upgrade Malwarebytes

Malwarebytes มีการ Update โปรแกรมใหม่ตลอดเวลา เนื่องจากต้องปรับให้ทันสมัย และสามารถป้องกัน Virus ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมีการ Update โปรแกรมใหม่ จะขึ้นดังรูปภาพด้านล่างนี้

ให้กดที่ปุ่ม  Install Now

จากนั้นเมื่อมี Pop-up ตามรูปด้านบน ให้กดที่ปุ่ม  Yes

Malwarebyte จะทำการ Download และ Install โปรแกรม Version ใหม่มาที่เครื่อง (อาจจะต้องทำการ Restart Computer ใหม่ ทำการ Save งานที่เปิดค้างให้เสร็จก่อน)

NAS สำหรับธุรกิจ

NAS สำหรับธุรกิจ

Nas คืออะไร NAS ย่อมาจาก Network Attached Storage  เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายที่บ้านหรือสำนักงานของคุณ คุณสามารถจัดเก็บไฟล์ของพนักงานทั้งหมดของคุณบนเครื่อง NAS ตั้งแต่เอกสารสำคัญ ภาพพถ่าย เพลง และวิดีโอ  คุณสามารถเข้าถึงไฟล์และใช้บริการต่างๆ ที่เครื่อง NAS มีให้ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยการใช้เว็บเบราว์เซอร์หรือแอปมือถือ   ถ้าคุณเคยใช้งาน พวก Google Drive , Dropbox  Nas ก็ทำงานแบบเดียวกัน และเสมือนว่า คุณเป็นเจ้าของ Google drive หรือ Dropbox เองเลย นอกจากนี้ Nas ยังมีระบบสำรองข้อมูล(Backup)   และ NAS ไม่ต้องใช้ PC ,Server ฉะนั้นจึงประหยัดไฟ    NAS มีรูปร่างที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม มีขนาด 1 ใน 4 ของเครื่อง PC    ตั้งแต่ลักษณะเหมือนเป็นกล่องเล็กๆ สำหรับใช้งาน 1-5 คน หรือกล่องใหญ่ขึ้นสำหรับใช้งานกันระดับออฟฟิศ 10 – 30 คน และกล่องที่ใหญ่ขึ้นสำหรับงานตัดต่อวิดีโอ, งานประมวลผลระดับองค์กร หรือแม้แต่งานประมวลผลทางด้านวิทยาศาสตร์, การแพทย์ และฟิสิกส์งานใหญ่ๆ ระดับโลกที่เราได้ยินข่าวกันบ่อยๆ ก็ใช้ NAS  เช่นกัน

NAS และ Cloud

Nas สามารถ Set ให้เป็น Cloud ได้ ดังนั้นจึงใช้งานนอกสถานที่ผ่าน Notebook ด้วยบราวเซอร์ หรือ ผ่านมือถือ ด้วย App ได้สะดวกมาก

Nas ต่างจาก Server ที่ใช้ PC ทั่วไปอย่างไร

ภายใน Nas นั้นมี Cpu เหมือนกับ PC แต่ ถูกออกแบบมาใช้เฉพาะงานเก็บข้อมูล และมี Software ที่เป็นตระกูล Linux ทำให้ไม่ต้องซื้อลิขสิทธิ์โปรแกรม ดังนั้นจึงลดค่าใช้จ่ายได้มาก

ประโยชน์ของ NAS

Nas ใช้เก็บข้อมูล ได้หลากหลาย สามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก  ประหยัดไฟ และค่าใช้จ่าย

ราคาของ NAS

มีหลายขนาด หลายยี่ห้อ  ขึ้นอยู่กับจำนวนขนาด และจำนวน Harddisk ที่ใช้งาน

ข้อเสีย NAS

กรณีที่ Nas เสีย จะไม่สามารถเปิดข้อมูลด้วย โปรแกรม Windows  ใน Pc ทั่วไป  ต้องนำไปเปิดผ่าน Linux